วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ห้องไฟฟ้า

ในภาพอาจจะมี ข้อความในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ข้อความ
ในภาพอาจจะมี ข้อความ
ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

การต่อลงดินของระบบไฟฟ้า ตามมาตรฐาน IEC 60364-3 มีกี่แบบ และเมืองไทยใช้แบบไหนอยู่ และทำไมต้องต่อ Neutral กับ Ground เข้าด้วยกันที่ MDB เพียงจุดเดียว อ้างอิงมาจากมาตรฐานออะไร ?
ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักมาตรฐานการต่อลงดิน ตามมาตรฐาน IEC 60364-3 ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกในทุกวันนี้ โดยในมาตรฐานได้แบ่งการต่อลงดินของระบบไฟฟ้าด้วยตัวอักษร 2 ตัว และสามารถแบ่งแยกได้เป็น 5 รูปแบบ
----------------------------------------
* อักษรตัวแรก แสดงความสัมพันธ์ ของระบบจ่ายไฟฟ้า กับการต่อลงดิน ดังนี้
T หมายถึง การต่อระบบไฟฟ้า หรือส่วนที่มีไฟ ต่อลงดินโดยตรง
I หมายถึง การต่อระบบไฟฟ้า หรือส่วนที่มีไฟ แยกจากดินโดยตรง หรือต่อลงดินผ่านตัวความต้านทาน หรือ อิมพีแดนซ์ (Impedance)
----------------------------------------
** อักษรตัวสอง แสดงความสัมพันธ์ ของตัวนำที่ปกติไม่มีไฟ หรือที่เรียกว่าตัวนำที่เปิดโล่ง เช่น โครงสร้างที่เป็นเหล็กของอุปกรณ์ไฟฟ้า กับการต่อลงดิน ดังนี้
T หมายถึง การต่อลงดินโดยตรงของโครงสร้างที่เป็นเหล็กของอุปกรณ์ไฟฟ้า และหลักดินแยกต่างหากจากหลักดินของระบบไฟฟ้า หรือส่วนที่มีไฟ
N หมายถึง การต่อลงดินของโครงสร้างที่เป็นเหล็กของอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยต่อรวมกับหลักดินของระบบไฟฟ้า หรือส่วนที่มีไฟ
*** ซึ่งในระบบ TN จะมีตัวอักษรเพิ่มเติมอีกหนึ่งหรือสองตัว ซึ่งเป็นตัวกำหนดวิธีการต่อสายนิวทรัล (Neutral : N) กับสายตัวนำป้องกัน (Protection conductor : PE) หรือที่เรียกว่าสายดินนั้นเอง ***
----------------------------------------
1) ระบบ TT (ประเทศที่มีการต่อลงดินระบบ TT เช่น ญี่ปุ่น, เบลเยี่ยม, สเปน, ฝรั่งเศส, อิตาลี, โปรตุเกส หรือ ในบ้านเมืองไทยที่เห็นอยู่บ่อยๆ เช่น ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า หรือเครื่องทำน้ำเย็น ที่มีการต่อลงดินของตัวถังอุปกรณ์ลงดินโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะอะไรลองอ่านไปให้ถึงระบบการต่อลงดินแบบ TN-C-S ซึ่งเมืองไทยใช้การต่อลงดินแบบนี้หลักจากตู้ประธานของระบบ เป็นต้น)
----------------------------------------
2) ระบบ IT (ประเทศที่มีการต่อลงดินระบบ IT เช่น นอร์เวย์ หรือในเมืองไทย ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้นำระบบการต่อลงดินแบบนี้มาใช้กับหม้อแปลงจำหน่ายที่เรียกว่า การต่อ NGR : Neutral ground resistance เพื่อลดค่ากระแสลัดวงจร เป็นต้น)
----------------------------------------
3) ระบบ TN-C เป็นระบบที่สายนิวทรัล และสายดิน ร่วมกันเป็นตัวนำชุดเดียวกันตลอดทั้งระบบ
(ในเมืองไทย ก็นำการต่อลงดินแบบนี้ในสายส่งไฟฟ้า และมีการต่อลงดินเป็นช่วงๆ เพื่อรักษาระดับแรงดันให้คงทีหากเกินกระแสผิดพร่องขึ้น ที่เกิดจากฟ้าผ่าลงสาย หรือ กิ่งไม้พาดโดยสาย ซึ่งจะไม่ทำให้สายช่วงอื่นมีแรงดันที่ไม่คงที่จากเหตุการณ์ลัดวงจรหรือกระแสเกิดตามไปด้วย)
----------------------------------------
4) ระบบ TN-S เป็นระบบที่สายนิวทรัล และสายดิน แยกออกจากกันตลอดทั้งระบบ
----------------------------------------
5) ระบบ TN-C-S เป็นระบบที่ผสมระหว่าง TN-C และ TN-S เข้าด้วยกัน
คือ
- ระหว่างหม้อแปลงถึงตู้ประธานหลัก สายนิวทรัล และสายดิน จะใช้สายตัวนำเส้นเดียวร่วมกัน
- ตั้งแต่ตู้ประธานหลัก สายนิวทรัล และสายดิน จะแยกตัวนำกันตลอดทั้งระบบ แต่จะมีการต่อถึงกันที่ บัสบาร์ นิวทรัล (N) และ กราวด์ (G) ที่ตู้ประธานของระบบ (MDB)
(ประเทศที่มีการต่อลงดินระบบ TN-C-S เช่น เยอรมัน, สหรัฐอเมริกา และ สำหรับประเทศไทย ตามมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้า ของ วสท. นั้น กำหนดให้ระบบ TN-C-S เป็นการต่อลงดินของระบบแรงต่ำ ซึ่งสายนิวทรัลจะต่อถึงกันกับสายดินที่ตู้ MDB และห้ามต่อลงดินที่จุดอื่นอีก เพราะจะทำให้อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่วทำงานผิดพลาดได้ )
----------------------------------------

















วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ต้นทุนที่แท้จริงของพลังงานแสงอาทิตย

Created: Wednesday, 21 December 2016 16:34

          ข่าวที่อินเดียจะสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ Kamuthi ขนาด 648 เมกะวัตต์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก นับเป็นข่าวดีด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ แต่เบื้องหลังข่าวดีๆ ยังมีความจริงอีกด้านที่ควรรับทราบด้วยเช่นกัน


          นาย Bhanu Bhusan อดีตผู้อำนวยการ Power Grid Corporation of India Ltd และอดีตคณะกรรมการกำกับกิจการไฟฟ้าของอินเดีย (Central Electricity Regulatory Commission) ได้กล่าวผ่านเว็บบล็อก The Times of India ว่า แม้พลังงานแสงอาทิตย์มีราคาถูกลง แต่ต้นทุนที่แท้จริงของพลังงานแสงอาทิตย์ คือค่าไฟฟ้ารวมที่สูงขึ้น โดยเขาได้อ้างอิงบทความเรื่อง “At Rs 3 per unit, solar power tariff hits new low” ที่กล่าวว่าค่าไฟฟ้าที่ผลิตด้วยเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาในอินเดียมีราคาต่ำสุดอยู่ที่ 3 รูปีต่อหน่วย (1.59 บาท/หน่วย) เท่ากับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผลิตโดยโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทไฟฟ้า NTPC ของอินเดีย และไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในอนาคตจะมีราคาถูกกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยนาย Bhanu Bhusan โต้แย้งไว้ในบทความเรื่อง “The real cost of solar power” ว่า แม้จะเป็นเรื่องจริง ที่ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์กำลังถูกลง แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านที่ต้องคำนึงถึงคือพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมให้สูงขึ้น เพราะหากไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้ จะทำให้เกิดการตัดสินใจในเรื่องนโยบายพลังงานไฟฟ้าที่ผิดพลาดได้
พลังงานแสงอาทิตย์ดีต่อโลก แต่เสริมความต้องการไฟฟ้าในยามที่ต้องการไม่ได้
          คุณลักษณะเฉพาะของพลังงานแสงอาทิตย์คือ สามารถผลิตไฟฟ้าได้แค่ในช่วงกลางวันเมื่อมีแสงแดด พลังงานแสงอาทิตย์จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าดั้งเดิม (Conventional Power Plant) ไม่ว่าจะมีการเพิ่มกำลังผลิตแสงอาทิตย์หรือไม่ก็ตาม
          “อันที่จริงแล้ว เราไม่ควรนับกำลังผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในฐานะกำลังผลิตที่ช่วยสนองการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง”
          พลังงานแสงอาทิตย์สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าในช่วง 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น สามารถแทนที่ไฟฟ้าที่ผลิตโดยพลังงานความร้อนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งช่วยลดปริมาณการเผาไหม้ถ่านหินและปริมาณของเถ้าที่ปล่อยจากขบวนการผลิตไฟฟ้า ลดคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปริมาณการผลิต นำเข้า ขนส่งถ่านหิน และลดการกำจัดเถ้าจากถ่านหินด้วย ทั้งหมดเป็นข้อดีในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นเหตุผลว่าทำไมโลกจึงสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และลม
พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้อัตราการใช้ประโยชน์ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนลดลง
          อย่างไรก็ตาม กำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้น จะเป็นผลให้ Plant Load factor - PLF (พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงต่อความสามารถสูงสุดในการผลิตของโรงไฟฟ้า) หรืออัตราการใช้ประโยชน์ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนลดลง เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนต้องหยุดจ่ายไฟเข้าระบบในช่วงกลางวัน เพื่อหลีกทางให้โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์จ่ายเข้าระบบก่อน เป็นผลให้โรงไฟฟ้าความร้อนสูญเสียความมั่นคง และความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ
          เนื่องจาก ราคาค่าไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อน จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าความพร้อมจ่าย (capacity charge) และค่าผลิตพลังงาน (energy charge) โดยค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทั้งหมด (รวม capacity charge และ energy charge) อยู่ที่ประมาณ 3-4 รูปีต่อหน่วย (1.59-2.12 บาทต่อหน่วย) แต่ในช่วงที่ต้องหยุดจ่ายไฟ เพื่อหลีกทางให้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขายเข้าระบบ ในช่วงดังกล่าว แม้ว่า โรงไฟฟ้าจะไม่ได้รับค่า energy charge ที่แปรผันตามต้นทุนเชื้อเพลิง ประมาณ 1.50-2 รูปีต่อหน่วย (0.8-1.06 บาทต่อหน่วย) แต่ยังต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายอีกราวหน่วยละ 2 รูปี(1.06 บาท) ให้โรงไฟฟ้า
          ดังนั้น สมมติว่าค่าไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีราคาอยู่ที่ 4 รูปีต่อหน่วย (2.12 บาทต่อหน่วย) ซึ่งผู้ควบคุมระบบต้องจ่ายไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เข้าระบบ ในช่วง 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ผู้ใช้ไฟฟ้ายังต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายหรือ capacity charge อีกกว่า 2 รูปีต่อหน่วย แม้ว่าขณะนั้นราคาเฉลี่ยของค่าไฟของเซลล์แสงอาทิตย์และพลังความร้อนจะเท่ากันก็ตาม ซึ่งนับเป็นต้นทุนที่เพิ่มเข้ามาจากการที่มีการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์อยู่ในระบบ
ใครรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่ม และพลังงานแสงอาทิตย์ควรมีสัดส่วนเท่าใด
          คำถามก็คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมานี้จะมีใครเป็นผู้รับภาระ หากในระบบมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ร้อยละ 5 การผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 ไพซ์ (100 ไพซ์ เท่ากับ 1 รูปี) และไฟฟ้าที่ขายจะมีราคาประมาณ 15 ไพซ์ ต่อ 1 หน่วย หากหน่วยงานกำกับด้านพลังงานตัดสินใจให้ผู้ใช้ไฟที่มีรายได้สูง ซึ่งใช้ไฟฟ้ารวมกันมากกว่าร้อยละ 50 เป็นผู้รับภาระ ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยที่พวกเขาต้องจ่ายจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 30 ไพซ์ต่อหน่วย ซึ่งนับเป็นราคาที่ต้องจ่ายให้กับพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ และเป็นปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณากำหนดนโยบายด้านพลังงาน ว่าควรจะสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์เพียงใด ในทิศทางใด
แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร
ที่มา http://blogs.timesofindia.indiatimes.com/voices/the-real-cost-of-solar-power/

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บางอ้อ : กฟผ. TAPE4 ll เขื่อนของพ่อ เขื่อนภูมิพล

พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงาน ผู้ทรงเป็นแสงสว่างนำทางไทย

ท่อ PVC












ท่อ PVC แต่ละสีใช้งานแตกต่างกันอย่างไร ???
• ท่อร้อยสายไฟสีขาว
- นิยมใช้ในงานต่อเติมและงานดีไซน์ แบบเดินลอยบนผนัง ด้วยสีที่ดูกลมกลืนกับผนัง
- สามารถดัดโค้งงอได้ถึง 90 องศา โดยใช้สปริงดัดท่อแทนความร้อนได้สะดวก และประหยัดข้อต่อ
- มาตรฐานสากล JIS C 8430 (มาตรฐานญี่ปุ่น) และ BS หรือ IEC 61386 (มาตรฐานอังกฤษ)
• ท่อร้อยสายไฟสีเหลือง
- เหมาะกับระบบไฟฟ้าที่ฝังในผนัง โดยติดตั้งก่อนการฉาบปูนปกปิดผิว
- การดัดโค้งมีข้อจำกัดด้านความสวยงาม เพราะจะเห็นเนื้อสีขาวของท่อบริเวณที่ดัด
- มาตรฐานการผลิตอุตสาหกรรม (มอก.) 216-2524
• ท่อพีวีซี สีเทา
ท่อพีวีซีสีเทา หรือท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรม ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. 999-2533 ท่อชนิดนี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในงานการเกษตรหรืองานระบายน้ำทิ้งโดยเฉพาะ เหมาะกับงานที่ไม่ต้องใช้แรงดันของท่อมากนัก แต่ท่อประเภทนี้ทาง สมอ. หรือสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยังไม่ได้กำหนดเป็นกฏเกณฑ์ตายตัวว่าต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี มอก. 999-2533 สำหรับในงานระบายน้ำทิ้งหรืองานด้านการเกษตร แต่ถ้าหากจะนำไปใช้ในงานด้านอุตสาหกรรมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ท่อพีวีซีสีเทาที่มี มอก. 999-2533 เพราะทาง สมอ. จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม เพราะการระบายน้ำทิ้งในงานอุตสาหกรรมอาจมีสารพิษหรือสารเคมีเจือปน ระบายออกมาด้วย
• ท่อพีวีซี สีฟ้า
ท่อพีวีซีสีฟ้า หรือ ท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่ม ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. 17-2532 ท่อชนิดนี้เป็นที่นิยมใช้งานประปาสุขาภิบาลภายในอาคาร เช่น ใช้เป็นท่อน้ำประปา หรือใช้กับปั๊มน้ำ ซึ่งท่อประเภทนี้เป็นเพียงประเภทเดียวใน 3 สหายของเราที่มีการระบุมาตรฐานความดันหรือชั้นคุณภาพ อันได้แก่ PVC 5, PVC 8.5, PVC 13.5 ซึ่งตัวเลขที่ได้ระบุคือค่าความดันระบุและค่าความดันระบุหมายถึง ความดันที่กำหนดให้สำหรับใช้งาน ณ อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส โดยในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้อธิบายไว้ว่า ชั้นคุณภาพคือ ความดันระบุที่มีหน่วยเป็นเมกะพาสคัล

เขื่อนภูมิพล4













เขื่อนภูมิพล 3